Hybrid Cloud พลังขับเคลื่อนระบบไอที นวัตกรรมเพื่อความทันสมัยแห่งอนาคต

0
718

นวัตกรรมในการโยกย้าย และปรับปรุงเพื่อความทันสมัย เพื่อบริหารจัดการเวิร์คโหลดข้ามระบบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน Hybrid Cloud เพื่อการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน…

highlight

  • แนวโน้มในอนาคตบริการคลาวด์จะก้าวสู่รูปแบบใหม่ จะเน้นช่วยลูกค้าตอบสนองความต้องการเฉพาะ ทั้งในแอปพลิเคชั่นแบบเก่า และแอปพลิเคชั่นแบบใหม่
  • นวัตกรรมใหม่จาก วีเอ็มแวร์ “Cloud Operations” จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการระบบ และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยการจัดการค่าใช้จ่าย การกำกับดูแล การใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส การรักษาความปลอดภัย และการตรวจสอบทั่วถึง

Hybrid Cloud พลังขับเคลื่อนระบบไอทีแห่งอนาคต

เก็บตกจากงาน VMworld 2019 พบแนวโน้มในอนาคตบริการคลาวด์จะก้าวสู่รูปแบบใหม่ จะเน้นช่วยลูกค้าตอบสนองความต้องการเฉพาะ ทั้งในแอปพลิเคชั่นแบบเก่า และแอปพลิเคชั่นแบบใหม่ เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไอที นักพัฒนา และแอดมินผู้ดูแลเดสก์ท็อป และฝ่ายผู้เชี่ยวชาญด้านซีเคียวริตี้

สามารถบริหารจัดการเวิร์คโหลดบนโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องสามารถทำงานข้ามระบบกันได้ทั้งในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ พับลิคคลาวด์ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างพื้นฐาน edge ตามที่ต้องการ โดยที่ผู้ใช้งานสามารถโยกย้าย และปรับปรุงแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ

ได้ทั้งบนระบบคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และ Edge Locations พร้อมช่วยลดความซับซ้อนของการวางแผนการใช้งานคลาวด์ การติดตั้ง ต้นทุนราคาและการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง ผลสำรวจชี้ว่าปัจจุบันองค์กรด้านไอทีส่วนใหญ่กำลังหันมาใช้ระบบคลาวด์แบบไฮบริดเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกแอปพลิเคชั่น

Hybrid Cloud

ซึ่งการใช้ไฮบริดคลาวด์จะเข้าไปช่วยปลดล็อคธุรกิจให้สามารถรันเวิร์กโหลดได้ตามที่ต้องการ และย้ายเวิร์กโหลดได้อย่างไม่มีสะดุด เนื่องจากสามารถใช้ทรัพยากรในทุกที่ทั่วโลก ในการพัฒนา ความสามารถที่จำเป็นสำหรับแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ หรือแอปพลิเคชั่นเดิมที่มีอยู่ ได้โดยไม่มีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย

ที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงในการปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชั่น หรือบุคลากรเจ้าหน้าที่ ลงได้ แต่การที่จะเป็นจริงได้องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่สอดคล้องกัน ทั้งในส่วนของระบบประมวลผล สตอเรจ ระบบเครือข่าย และการดำเนินงาน 

รากู รากูราม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่ายผลิตภัณฑ์และบริการของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า ไฮบริดคลาวด์มอบพลังสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจให้กับทุกองค์กร พร้อมอิสระในการเข้าถึงนวัตกรรมที่ดีเยี่ยมสำหรับอนาคต ซึ่งปัจจุบันไม่มีผู้ผลิตรายใดที่สามารถนำเสนอไฮบริดคลาวด์ได้อย่างกว้างขวาง และครอบคลุม 

จัดการโครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงานให้สอดคล้องกัน 

นวัตกรรมใหม่จาก วีเอ็มแวร์ “Cloud Operations” จะช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการระบบ และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ อีกทั้งยังช่วยการจัดการค่าใช้จ่าย การกำกับดูแล การใช้ทรัพยากรอย่างโปร่งใส การรักษาความปลอดภัย และการตรวจสอบทั่วถึง โดยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้แก่

การปฏิบัติการที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Self-Driving Operations) ในการปรับใช้แอปพลิเคชั่นข้ามไฮบริดคลาวด์นั้นสามารถใช้ VMware vRealize Operations 8.0 ที่ได้รับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์จ (Hyperconverged Infrastructure – HCI) รวมไปถึงการตรวจสอบดูแลระบบมัลติคลาวด์

และจัดการความจุอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สามารถจัดการทรัพยากรคลาวด์ และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ด้วยซอฟต์แวร์เดียวกับที่ใช้ในการจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ได้

ไฮบริดคลาวด์ทำงานแบบอัตโนมัติ (Hybrid Cloud Automation) นอกจากนี้ยังมอบสิทธิ์ให้แผนกไอที และนักพัฒนาสามารถทำ self service deployment และ day 2 operations ของแอปพลิเคชันที่ซับซ้อนโดยอัตโนมัติ รวมทั้งการสร้างคอมพิวเตอร์เสมือน (VMs) และการทำคอนเทนเนอร์บนคลาวด์ได้

ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงานให้มีรูปแบบที่ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น สร้างความพร้อมในการใช้งานแบบมัลติคลาวด์ รวมถึงขยายความสามารถให้คลอบคลุมทั้ง VMware Cloud บน AWS และคลาวด์สาธารณะต่าง ๆ ได้ทั้งหมด และเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของ ServiceNow ได้อีกด้วย

อีกทั้งการรวมเข้ากันของ Terraform และ Git จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับนักพัฒนาได้ เนื่องจากโซลูชันนี้จะถูกสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรม container-based microservices จึงทำให้การติดตั้งง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

แพลตฟอร์มการจัดการคลาวด์ที่สมบูรณ์ (Complete Cloud Management Platform) ขณะที่ใน VMware vRealize Suite 2019 ยังได้ ผสานรวมเข้ากับvRealize Automation 8.0 และ vRealize Operations 8.0 ทำให้สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพแบบ closed loop ได้ 

ทำให้ทีมงานฝ่ายปฏิบัติการด้านไอทีสามารถตรวจสอบบริบท และลักษณะการทำงานของแอปพลิเคชั่น เพื่อระบุ และกำจัดภัยคุกคามในแบบเรียลไทม์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและปกป้องเวิร์กโหลดได้อีกด้วย

Hybrid Cloud

ต้นทุน และข้อปฏิบัติของไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud Cost and Compliance) ด้วย CloudHealth Hybrid จะช่วยให้การปรับปรุงค่าใช้จ่าย การประเมินการโยกย้าย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้คลาวด์ในส่วนที่สูญเปล่า พร้อมกับสามารถนำส่งรายงานค่าใช้จ่ายคลาวด์ตามจริง

ให้แก่ผู้ใช้งาน (showback) ด้วยความสามารถตรวจสอบค่าใช้จ่ายคลาวด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลค่าใช้จ่าย ข้อมูลการใช้งาน และข้อมูลประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรสามารถเร่งการโยกย้าย และปรับแต่งโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับแต่ละเวิร์กโหลดได้

ทำให้สามารถกำหนดนโยบายสำหรับการใช้ทรัพยากรไฮบริดคลาวด์ที่เหมาะสม และแจ้งเตือนในกรณีที่มีการละเมิดนโยบายได้

การสังเกตการณ์ขององค์กร (Enterprise Observability) ขณะที่ในส่วนของแดชบอร์ด  Wavefront จะมอบการตรวจสอบแบบบูรณาการ ตั้งแต่ระดับองค์กรแบบรวมจากแอปพลิเคชันไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานในระบบคลาวด์ต่างๆ เพิ่มขีดความสามารถของ DevOps, Kubernetes, 

และการดำเนินงานคอนเทนเนอร์ และทีมพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณงานของแอปพลิเคชันและเข้าถึงสาเหตุที่รวดเร็วขึ้น ด้วย UX ของแดชบอร์ดที่ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กรแบบใหม่Wavefront ช่วยลดความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหา

และลดเวลาการแก้ไขปัญหาผ่านระบบอัตโนมัติที่เกิดจากการแจ้งเตือนได้อย่างละเอียด ด้วยการใช้ Kubernetes ตรวจสอบปรับปรุงด้วยการค้นหาบริการอัตโนมัติ

 VMware Cloud Marketplace, powered by Bitnami เครื่องมือค้นหา และปรับใช้โซลูชั่นของบริษัทอื่นที่ผ่านการตรวจสอบรับรองสำหรับแพลตฟอร์มของวีเอ็มแวร์ ซึ่งครอบคลุมสภาพแวดล้อมคลาวด์ทั้งแบบสาธารณะ ภายในองค์กร และแบบไฮบริด ซึ่งประกอบด้วยโซลูชั่นแบบโอเพ่นซอร์สหลายร้อยรายการ

ทำให้สามารถเรียกดู หรือเลือกเครื่องมือเฉพาะด้านที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า จึงสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลาย เช่น การแบ็คอัพ และการรักษาความปลอดภัย ผ่านทางโซลูชั่น ISV ของบริษัทอื่นๆ และโอเพ่นซอร์สที่ได้รับความนิยมได้

การย้ายระบบคลาวด์ (Cloud Migration) ด้วย VMware HCX จะ่ช่วยให้การโอนย้ายระบบคลาวด์ได้หลากหลายทั้งในระบบเดิมที่อยู่ภายในองค์กร(on-prem to on-prem) หรือจากภายในองค์กรสู่ระบบคลาวด์ (on-prem to cloud)  หรือจากระบบคลาวด์สู่ระบบภายในองค์กร (cloud to on-prem) แล้วตามแต่สถานการณ์

ขณะที่ด้วยฟังก์ชั่น Cloud Migration Services ที่มีจะช่วยลดความซับซ้อนของงานที่เกี่ยวข้องกับการระบุการวางแผนและการย้ายภาระงานไปยังไฮบริดคลาวด์ต่าง ๆ ลง

และทำให้ขั้นตอนในการย้ายข้อมูล (Cloud Migration) บนคลาวด์ที่หลากหลาย เช่น VMware Cloud บน AWS Outposts และ VMware Cloud บน Dell EMC ได้

Hybrid Cloud

บริการการกู้คืนความเสียหาย และการปกป้องข้อมูล (Disaster Recovery as-a-Service and Data Protection) โซลูชั่นการกู้คืนระบบในรูปแบบของบริการ (Disaster Recovery as a Service – DRaaS) และโซลูชั่นการปกป้องข้อมูล ที่ถูกพัฒนาร่วมกันระหว่าง วีเอ็มแวร์ และเดลล์ อีเอ็มซี

โดยใช้ AWS S3 สำหรับ VMware Cloud on AWS  วีเอ็มแวร์และเดลล์ อีเอ็มซีจะทำงานร่วมกัน ทำให้สามารถนำเสนอโซลูชั่นการปกป้องข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับเวิร์กโหลดของวีเอ็มแวร์ที่รันบนระบบเครือข่ายหลัก ส่วนปลายทาง และระบบคลาวด์

การสนับสนุนเชิงรุก (Proactive Support) เทคโนโลยีสนับสนุนเชิงรุกที่มีให้สำหรับลูกค้าที่มีสัญญาต่อเนื่อง (Production Support) หรือบริการพรีเมียร์ (Premier Services) Skyline จะรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะของลูกค้าโดยอัตโนมัติ และปลอดภัยยิ่งขึ้

ทำให้สามารถระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในเชิงรุก และปรับปรุงเวลาในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการตรวจสอบความเข้ากันได้ของซอฟต์แวร์โดยอัตโนมัติช่วยให้การอัพโหลดชุดข้อมูลล็อกสำหรับ Horizon 7.10 และรุ่นสูงกว่า ผ่านทาง Log Assist และการบูรณาการเข้ากับ Dell EMC Support Assist ได้สะดวกมากขึ้น

ทั้งนี้ VMware Skyline รวมอยู่ในการสมัครใช้แพ็คเกจบริการ Production Support และ Premier Support ของลูกค้า โดยลูกค้าที่ใช้บริการ Premier Support จะสามารถเข้าถึงฟีเจอร์การรายงานขั้นสูง และบริการแก้ไขปัญหาจากตัวแทนบริการ

คลาวด์ที่สอดคล้องกันทั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และ Edge

นอกจากนี้ VMware Cloud Foundation ยังเปิดใช้งานแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์ที่ครอบคลุมระบบคลาวด์สาธารณะหลักๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AWS, Azure, Google Cloud, IBM Cloud รวมถึงพาร์ทเนอร์ VMware Cloud Verified อีกกว่า 60 รายทั่วโลก ด้วย

VMware Cloud on Dell EMC บริการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานที่เรียบง่าย ปลอดภัย และปรับขนาดได้ตามต้องการในรูปแบบของบริการให้แก่ดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าที่ติดตั้งไว้ภายในองค์กร หรือปลายทางของระบบเครือข่าย โดยประกอบด้วยซอฟต์แวร์ด้านการประมวลผล สตอเรจ และระบบเครือข่ายประสิทธิภาพสู

ซึ่งขับเคลื่อนด้วย VMware vSphere, vSANและ NSX ซึ่งผนวกรวมอย่างใกล้ชิดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานไฮเปอร์คอนเวอร์จ Dell EMC VxRail และนำเสนอในรูปแบบของบริการ  บริการคลาวด์ดังกล่าวนี้ได้รับการจัดการอย่างสมบูรณ์ 

และผสานรวมความเรียบง่ายของระบบคลาวด์สาธารณะ ความคล่องตัว และการประหยัดค่าใช้จ่าย เข้ากับความปลอดภัย การควบคุม และประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งภายในองค์กร

VMware Cloud on AWS ขณะที่บริการ VMware Cloud บน AWS จะส่งมอบเป็นบริการตามความต้องการพร้อมการเข้าถึงบริการ AWS ที่ดีที่สุดทำให้ทีมไอทีสามารถใช้การโยกย้าย และปรับปรุงเวิร์กโหลดให้ทันสมัย การโยกย้ายแบบกดปุ่ม และการเชื่อมต่อระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำหนดด้วยซอฟต์แวร์ (SDDC) 

บน VMware Cloud on AWS ที่รันอยู่ในเขตพื้นที่อื่นของ AWS  และการสนับสนุน Elastic vSAN จะช่วยปรับปรุงการปรับขนาดสตอเรจได้ดียิ่งขึ้นหลังจากที่โยกย้ายแอปพลิเคชั่น ลูกค้าจะสามารถขยายขีดความสามารถของแอปพลิเคชั่นได้ด้วยการบูรณาการเข้ากับบริการ AWS แบบเนทีฟ

Hybrid Cloud

VMware Tanzu บริการใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนวิธีการที่องค์กรสร้างซอฟต์แวร์บน Kubernetes โดยข้อเสนอแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ VMware Tanzu คือ VMware Tanzu Mission Control ตัวอย่างเทคโนโลยี Tanzu Mission Control จะช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการKubernetes ฟุตพริ้นท์

บนสภาพแวดล้อมที่มีความสอดคล้องที่สมบูรณ์ วีเอ็มแวร์ยังประกาศเปิดตัวอย่างเทคโนโลยีของ Project Pacific ซึ่งมุ่งเน้นที่การเปลี่ยน VMware vSphere ให้เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานใน Kubernetes ที่จะเปิดตัวในอนาคต

ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่าง ๆ สามารถเร่งการพัฒนา และการทำงานของแอปบน vSphere ในขณะที่ยังคงใช้ประโยชน์จากการลงทุนในเทคโนโลยี ชุดเครื่องมือและทักษะความรู้ที่มีอยู่เดิมได้

 รากฐานสำหรับไฮบริดคลาวด์ (Foundation for the Hybrid Cloud) โซลูชั่นชั้นนำของอุตสาหกรรมสำหรับไฮบริดคลาวด์ที่ขยายคำจำกัดความของ HCI โดยรวมความสามารถโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่สำคัญ ทั้งคอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลหรือสตอเรจ ระบบเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คกิ้งและการจัดการระบบคลาวด์แบบรวม

ซึ่งเมื่อทำงานร่วมกบ vSphereและ vSAN รุ่นใหม่ ซึ่งรวมพลังโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์ คอนเวอร์เจนซ์ (HCI) ชั้นนำของอุตสาหกรรม VMware vSphere 6.7 อัพเดทเวอร์ชั่น3 จะมอบความสามารถในการลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Hybrid Cloud
Modern datacenter. Cloud computing. 3d rendering

อีกทั้งยังรองรับ GPU เสมือนของ NVIDIA GRID (vGPU) หลายตัวต่อเครื่องเสมือนเพื่อเปิดใช้งานกราฟิกมากขึ้นและคำนวณปริมาณงานที่ต้องใช้งานบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้รีลีสใหม่นี้เข้ากันได้กับโปรเซสเซอร์ AMD EPYC เจนเนอเรชั่นที่สอง VMware vSAN 6.7 อัพเดต 

ซึ่งจะช่วยมอบโครงสร้างพื้นฐานพร้อมคอนเทนเนอร์ผ่าน Cloud Native Storage (CNS) ใหม่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชั่นยุคใหม่และความคล่องตัวในการจัดการแอปพลิเคชั่นที่สอดคล้องกันสำหรับคลาวด์ไฮบริด

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.pexels.com, VMware Blogs

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

+ twenty seven = thirty seven