ด้วยข้อมูลของการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ที่เริ่มสะสมข้อมูลมากยิ่งขึ้น การนำข้อมูลเหล่านั้นมาแปรเปลี่ยนให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ด้วยอัลกอริทึมเฉพาะตัวหรือที่เราเรียกว่าเครื่องจักรเรียนรู้ หรือ AI สมองกลอัจฉริยะ ซึ่งนับเป็นเทรนด์ใหม่ที่เริ่มเกิดขึ้นให้เห็นอย่างจริงจังในโลกปัจจุบัน

นับเป็นความท้าทายของธุรกิจในปัจจุบันที่นอกจากจะต้องเรียกลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้วการเปิดบริการใหม่ ๆ ยังจะต้องเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าจากข้อมูลที่เกิดขึ้นมากมายมหาศาลในแต่ละวัน และที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ
ธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่เกิดขึ้นกับทุกกิจกรรมของมนุษย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้เลยทีเดียวทั้งการเดิน การกิน การนอน การใช้อินเทอร์เน็ตตลอดจนการใช้จ่ายเงินตรา และอีกหลายพฤติกรรมได้กลายเป็นข้อมูลสำคัญที่หน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องใช้งานระบบเหล่านั้น ?

ปัจจุบันโลกออนไลน์แข่งขันด้านความเร็วของการตอบสนองลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แน่นอนว่ารูปแบบการบริการนั้นเป็นแบบ 24 ชั่วโมง คือเปิดตลอดไม่มีการปิดร้านอีกต่อไป ดังนั้นการที่จะต้องจ้างคนเข้ามาดูแลและตอบคำถามกลุ่มลูกค้าที่มีมากกว่า 1 แสนรายต่อวัน

หากเราต้องใช้พนักงานคอลล์เซ็นเตอร์ ก็น่าจะต้องจ้างงานหลายพันคน การเลือกใช้ระบบแชตบอต จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาแทนที่ในการตอบปัญหาพื้นฐาน ภายใต้ปัจจัยของข้อมูลบุคคลนั้น ๆ ซึ่งระบบจะทำการตรวจสอบประวัติของผู้ใช้บริการและเลือกตอบคำถามที่ตรงใจมากที่สุดผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ลูกค้าทำ

แชตบอตในปัจจุบันได้รับการพัฒนาที่นอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานในการตอบไปสู่ความเป็นอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น โดยควบรวมความสามารถของ Artificial intelligenceหรือ AI เพื่อวิเคราะห์ปัญหาที่ได้รับการถามมา และตอบออกไปเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น

ดังจะเห็นได้จากในหลายวงการที่มีการใช้แชตบอตภายใต้ชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ทั้งในมุมของโลกการลงทุนที่มักใช้ตอบปัญหาลูกค้าแบบพื้นฐานสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรู้ลึกมากมาย เพียงแต่ติดขัดในปัญหาบางประการเท่านั้น หรือแม้กระทั่งการแนะนำการลงทุนก็สามารถใช้งานระบบแชตบอตเข้ามาเสริมได้

ขณะที่การเปลี่ยนคอลล์เซ็นเตอร์ของธุรกิจมาเป็นแชตบอต ก็เริ่มมีให้เห็นจากค่ายมือถือที่เรารู้จักกันดี ซึ่งมีการตั้งชื่อให้เป็นเหมือนมนุษย์เลยก็มี และหากจะเทียบกับบริการตอบรับแบบเดิม ๆ ที่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้ติดต่อแล้ว นั่นทำให้เรารู้ว่าแชตบอตเป็นมากกว่าแค่อัลกอริทึมธรรมดาที่จะตอบคำถามแบบทื่อ ๆ

ซึ่งหากมองไปถึงฟังก์ชันการใช้งานในมือถือ อย่าง Siri หรือกูเกิล ที่นับว่าเป็นระบบมือถือที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ก็นับว่ามีการพัฒนาไปอย่างมากเช่นกัน ไม่เชื่อลองเรียก“สวัสดีสิริ” หรือ “โอเคกูเกิล” ดูก็ได้ว่าการตอบคำถามของแชตบอตเหล่านี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว

อย่างไรก็ตามการนำแชตบอตมาใช้ก็ยังคงเกิดปัญหาในบางระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเพราะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา หรือเพราะความผิดพลาดที่ควบรวมการเรียนรู้เข้าไปแบบไร้ขีดจำกัดจึงทำให้แชตบอตบางส่วนเรียนรู้คำพูดที่ไม่ดีจนกลายเป็นบุคลิกร้ายกาจซึ่งก็ทำให้ผู้ให้บริการต้องปิดระบบไปอย่างทันทีแน่นอนว่าระบบนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งก็มีหลากหลายบริษัทที่พัฒนาขึ้น และในอนาคตเราอาจจะเห็นแชตบอตเริ่มเข้ามามีบทบาทกับเรามากขึ้น

ความน่าสนใจของการพัฒนา สมองกลอัจฉริยะ อีกฟากคือการพัฒนาเครื่องจักรเรียนรู้หรือ Machine Learning นั่นเอง ระบบนี้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบตรวจสอบความปลอดภัยของบางบริษัทมากขึ้น

อย่างบริษัทเทรนด์ไมโครที่ได้นำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองโปรแกรมร้ายที่ไม่หวังดีต่อเครื่อง ซึ่งก็ช่วยให้สามารถสกัดแรนซัมแวร์มาแล้วมากมาย เพราะนอกจากจะไม่ต้องรอให้เกิดเหยื่อขึ้นมาก่อนแล้วอย่างที่แซนบล็อก หรือระบบตรวจสอบแบบเดิม ๆ ซึ่งต้องใช้กระบวนการสืบสวนจากเหยื่อ นั่นหมายถึงจะต้องมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายแรกเกิดขึ้นแล้วจึงจะรู้ได้

แน่นอนว่าการพัฒนาของผู้เจาะระบบไม่ได้หยุดนิ่ง มีการหลอกล่อเพื่อเข้าสู่ระบบได้อย่างแยบยลมากยิ่งขึ้น บางครั้งเราจะเห็นการปิดตัวเองเพื่อไม่ให้เครื่องรู้จักหรือตรวจสอบได้ แล้วทำการสตาร์ทตัวเองเข้ามาแฝงตัว ดังนั้นระบบเครื่องจักรเรียนรู้

ซึ่งเรียนรู้ได้จากการแยกสาระสำคัญของไฟล์ออก แล้วนำไฟล์ที่ต้องสงสัยมาแยกเคมีออกจากกัน แล้วสร้างกราฟที่เปรียบเสมือนดีเอ็นเอของโปรแกรมนั้นออกมา จึงเท่ากับว่าเป็นการถอดหน้ากากที่ซ่อนอยู่ออกได้
ทุกโปรแกรม ทำให้การตรวจจับทำได้อย่างชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น

การหลบซ่อนตัว แยกร่าง หรือแม้กระทั่งการวางสคริปต์ดักจึงสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้เกิดความปลอดภัยกับผู้คนได้หมดทุกแพลตฟอร์ม เพราะส่วนที่สำคัญของ
เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่าง IoT หรือ Internet of Thing นั้นก็ยังไม่มีการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยใด ๆ ออกมาป้องกัน

หากมองในมุมของการจัดการข้อมูลหลังจากที่เรามีคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น มีการจัดเก็บข้อมูลเกิดขึ้นมากมาย บริษัทขนาดใหญ่ยิ่งต้องการพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น ต้องตั้งงบประมาณในการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาลมากขึ้นทุกปี

และที่สำคัญการคัดเลือกไฟล์เพื่อแยกแยะความสำคัญเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าพนักงานไอทีจะทำได้เอง นั่นเพราะว่าความสำคัญของไฟล์ ตลอดจนอายุของไฟลท์ ี่จะต้องจดัเก็บมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ระบบ AI จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์การทำงานตรงนี้ได้อย่างลงตัว ทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นระเบียบมากขึ้น สามารถลบไฟล์ที่ไม่เคย
เปิดใช้งานมาเลยออกไปได้อย่างหมดจดและที่สำคัญงบประมาณที่เคยต้องจ่ายก็จะค่อย ๆ ลดน้อยยลงไปด้วย

ระบบต่าง ๆ เหล่านี้ยังสามารถเข้ามาแทนที่พนักงานในโรงงานได้อย่างดี โดยในโรงงานอัจฉริยะจะมีระบบประมวลผลกลาง ซึ่งส่วนหนึ่งใช้ AI ในการควบคุมการผลิต ทำให้เกิดการประสานการทำงานกันอย่างต่อเนื่องทั้งระบบแขนกล ระบบขนส่งวัตถุดิบการจัดเก็บสินค้า หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบย้อนกลับหากสินค้าเกิดปัญหา

แม้ว่าบางโรงงานจะยังคงใช้งานแบบ แมนนวลเป็นส่วนใหญ่ แตท้ายที่สุดเทรนด์ของการพัฒนาเพื่อนำไปสู่การลดต้นทุนก็เป็นสิ่งที่จะตอบโจทย์อุตสาหกรรม ยุคใหม่อย่างแน่นอน

ขณะที่บางกิจกรรมที่จะต้องใช้การค้นหาข้อมูลเพื่อผลิตเนื้อหาออกมาอย่างเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น อาทิ อาชีพสื่อสารมวลชนก็เริ่มมีการนำระบบ AI เข้ามาแทนที่การเขียนข่าวที่ต้องการรายละเอียดบนโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น

ด้วยความสามารถของการเชื่อมต่อโลกออนไลน์ ทำให้ AI สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างไร้ขอบเขตแล้วนำมาผ่านอัลกอริทึ่มของการเขียนข่าวเพื่อให้เกิดโครงสร้างข่าวตามที่สำนักข่าวนั้น ๆ ต้องการ

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าในแง่ของการหาข้อมูลแล้ว ระบบ AI ย่อมทำได้ดีอย่างไร้ข้อกังขา แต่กระนั้นการเขียนข่าวที่จะต้องเข้าใจจริตและภาษาที่ถูกต้องของการรายงาน เพื่อให้ผู้คนหลากหลายพื้นฐานได้เข้าใจในภาษาเดียวกัน ก็อาจจะเป็นการยากที่จะเกิดผลงานที่สมบูรณ์ขึ้นได้และที่สำคัญ การเชื่อมต่อแหล่งข่าวแบบบุคคลอาจจะเกินความสามารถของ AIอยู่ไม่น้อย

การเข้ามาแทนที่ของการรายงานข่าวจึงยังจำกัดอยู่เพียงแค่การรายงานข่าวพื้นฐานที่ไม่ต้องการความลึกและความสละสลวยของเนื้อข่าวมากนัก แต่เน้นที่ความรวดเร็วของการรายงาน ดังจะเห็นได้จากการสร้าง ระบบรายงานข่าวอัตโนมัติของสำนักข่าวต่างประเทศบางแห่งที่เริ่มนำระบบนี้เข้ามาใช้งานนั่นเอง

สิ่งที่จะได้เห็นในอนาคตของการนำ AI เข้ามาใช้นั่นก็คือ การสร้างระบบบ้านอัจฉริยะซึ่งจะเข้ามาช่วยจัดการบ้านให้เราได้แบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การทำความสะอาดบ้านการดูแลความปลอดภัย การเตรียมการต้อนรับผู้อยู่อาศัย การรายงานสถานะสมาชิกภายในบ้าน การตรวจสอบค่าใช้จ่ายหรือแม้กระทั่งการชำระค่าบริการที่เกิดขึ้นเหล่านี้บ้านอัจฉริยะสามารถทำงานแทนเราได้อย่างดีเยี่ยม

นั่นเพราะการใช้งาน IoT ในอนาคตจะเปรียบเสมือนแขนขาให้ระบบ AI ได้สั่งการ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของการอยู่อาศัยที่เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันเราได้เห็นโครงการที่ใช้ IoT เช่น “ดีแทคฟาร์มแม่นยำ” ฟาร์มต้นแบบในการพัฒนาเกษตรแม่นยำผ่านเทคโนโลยี IoT เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุน ด้วยการควบคุมคุณภาพการผลิตได้

โครงการนี้เป็นความร่วมมือของดีแทคและอีกหลายหน่วยงานของรัฐ เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาให้เกษตรกรไทยก้าวไปสู่ความเป็น Smart Farmer ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของดีแทค โดย“ดีแทค ฟาร์มแม่นยำ” เป็นโครงการทดลองและวิจัยโดยนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านการเกษตร

โดยหวังผลในการเพิ่มผลผลิต ควบคุมคุณภาพ และลดต้นทุนให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งดีแทคและเนคเทค-สวทช. ได้ร่วมกันพัฒนาโซลูชัน IoT เพื่อควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นในดินความชื้นในอากาศ แสง และปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องในการเพาะปลูก ซึ่งจะเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชันในการแสดงผล การตั้งค่าเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผล เพื่อให้
เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำ

โดยเนคเทค- สวทช. รับผิดชอบในการวิจัยและผลิตอุปกรณ์ในส่วนของระบบเซนเซอร์ ขณะที่ดีแทครับผิดชอบด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านระบบ DTAC Cloud Intelligence

จะเห็นได้ว่าโลกในอนาคตข้างหน้าเริ่มเรียกหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำมาประมวลผลมากขึ้น ด้วยปัจจัยของการควบคุมผลผลิต ตลอดจนการลดต้นทุนที่มากขึ้น ทำให้เราได้เห็นระบบอัจฉริยะหรือระบบประมวลผลที่นำมาใช้งานกับบิ๊กดาต้ามากยิ่งขึ้น และนั่นก็เป็นความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ระบบสมองกลอัจฉริยะเพื่อแปรข้อมูลเหล่านั้นมาใช้
ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าบางอย่างเกิดขึ้นแล้วซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่บางระบบ แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ดังตัวอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว งานนี้ก็ได้แต่หวังว่า การสร้างระบบดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ “ความดี” เพราะท้ายที่สุดแล้ว ระบบสมองกลก็จะคิดได้มากกว่ามนุษย์ แล้วถ้าความคิดเหล่านั้นไม่มี “ความดี” เป็นเงื่อนไขที่สำคัญของความคิด โลกจะต้องวุ่นวายกว่าที่คาดคิดอย่างแน่นอน ไม่เชื่อลองหาภาพยนตร์แนวนี้มาดูสักเรื่องแล้วคุณจะรู้ว่าอนาคตของโลกจะเป็นอย่างไร

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

thirty two − = twenty five