เผยผลสำรวจพบองค์กรเริ่มเน้นใช้ AI ด้วยความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม

0
345

รายงานศึกษาล่าสุดชี้ชัด 92% ขององค์กรผู้นำด้าน AI ได้อบรมจริยธรรมแก่บุคลากรด้านเทคโนโลยี และ 74% ประเมินผลการใช้ AI เป็นรายสัปดาห์

72% ผู้บริหารธุรกิจชั้นนำ และองค์กรส่วนใหญ่จากทั่วโลกใช้ เริ่มดำเนินการเสริมสร้างการใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอ ด้วยความรับผิดชอบ โดย 70% ได้เริ่มอบรมด้านจริยธรรมให้กับบุคลากรด้านเทคโนโลยีของตน และ 63% จัดให้มีคณะกรรมการด้านจริยธรรม เพื่อประเมินและตรวจสอบการใช้ เอไอ ด้วย 

AI

องค์กรเริ่มเน้นใช้ AI ด้วยความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม

องค์กรที่นำ เอไอ ไปใช้ได้อย่าง “ประสบผลสำเร็จ” หรือ “ประสบผลสำเร็จอย่างสูง” ถือเป็นผู้นำด้าน เอไอ ที่เริ่มนำในด้านจริยธรรมด้วย โดย 92% ได้อบรมด้านจริยธรรมให้กับบุคลากรด้านเทคโนโลยีของตนแล้ว เทียบกับองค์กรอื่นทั่วไปที่ใช้ เอไอ แต่อบรมด้านจริยธรรมแล้วประมาณ 48%
 
ผลการศึกษานี้ได้จากการสำรวจข้อมูลและความคิดเห็นจากผู้บริหารธุรกิจชั้นนำ 305 รายทั่วโลก โดยกว่าครึ่งเป็นผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสารสนเทศ (CIO) ด้านเทคโนโลยี (CTO) และด้านอนาลิติกส์ (CAO) ในหัวข้อ “AI Momentum, Maturity and Models for Success”

ซึ่ง SAS เอคเซนเชอร์ แอปไพลด์ อินเทลลิเจนซ์ และ อินเทล ได้มอบหมายให้ ฟอร์บส์ อินไซต์ จัดทำเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีเอไอมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบัน กรอบจริยธรรมสำหรับการใช้งานเอไอ จึงสำคัญมาก  

AI

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักถึงประเด็นความกังวลและผลจากเทคโนโลยีเอไอที่เบี่ยงเบนไป เช่น ทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมและลำเอียง อย่างไรก็ดี ต้องถือว่าเป็นก้าวย่างที่ดีที่องค์กรต่าง ๆ

ได้เริ่มทำอะไรมากกว่าการปฏิญาณว่าจะละเว้นไม่ใช้เทคโนโลยีเอไอในทางอันตรายหรือเกิดโทษ (do no harm) โดยควรมีแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ชัดเจน เหมาะสมกับการใช้ปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบเกี่ยวกับเอไอให้ปลอดภัย โปร่งใส อธิบายได้ และน่าเชื่อถือ

เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดผลที่ไม่คาดคิดตามมา หรือสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อกฎระเบียบ และอาจเป็นอันตรายต่อตัวบุคคล ธุรกิจ และสังคม บรรดานักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจึงต้องการให้มีแนวทางด้านจริยธรรมในลักษณะนี้ นอกจากนี้ องค์กรผู้นำด้านเอไอยังตระหนักดีว่าระบบอนาลิติกส์ (Analytics) มีส่วนสัมพันธ์กับการนำเอไอมาใช้ได้อย่างประสบผลสำเร็จ

 

AI

โดยองค์กรถึง 79% ยอมรับว่าระบบอนาลิติกส์มีบทบาทหลักหรือสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของเอไอในองค์กร และมีเพียง 14% ที่ยังไม่เห็นผล หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้เทคโนโลยีเอไอ ซึ่งผู้บริหารที่นำเทคโนโลยีเอไอมาใช้ต่างรู้ดีว่า ความสำเร็จด้านเอไอนั้น หมายถึงความสำเร็จด้านอนาลิติกส์นั่นเอง

ทุกคนต่างเห็นว่าอนาลิติกส์ได้เข้ามากุมบทบาทสำคัญในเทคโนโลยีเอไอ

การกำกับดูแลเอไอไม่ใช่เรื่องเสริม แต่จำเป็นต้องมี

แม้จะมีกระแสว่า เทคโนโลยีเอไอทำงานได้โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงของมนุษย์ แต่งานวิจัยนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า องค์กรผู้นำด้านเอไอตระหนักดีว่า การกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ใช่เรื่องเสริม โดย 74% ขององค์กรผู้นำด้านเอไอเปิดเผยว่า ได้ดูแลการใช้งานอย่างระมัดระวั

โดยจัดให้มีการประเมินและตรวจสอบผลอย่างน้อยทุกสัปดาห์ ขณะที่มีเพียง 33% ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ เอไอ น้อยกว่า ได้ทำการตรวจสอบ นอกจากนี้ 43% ของกลุ่มผู้นำด้านเอไอยังเผยว่า

องค์กรมีกระบวนการที่สามารถเพิ่มเติมหรือลดผลได้ที่ดูผิดสังเกตในระหว่างตรวจสอบ ในขณะที่มีเพียง 28% ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ เอไอ น้อยกว่า มีกระบวนการลักษณะนี้

AI

ทั้งนี้ รายงานระบุว่ากระบวนการกำกับดูแลยังต้องใช้เวลาพัฒนาอีกมาก กว่าที่จะเท่าทันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเอไอ สำหรับนักพัฒนาและลูกค้าที่วางแผนนำเอไอไปใช้ โดยพัฒนาอัลกอริทึมที่โปร่งใสและอธิบายได้ รวมทั้งใช้ระบบเอไอทำงาน

โดยแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ เส้นทางการพัฒนาจึงยังอีกยาวไกล จนกว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นจนถึงระดับที่มีการนำเอไอไปใช้อย่างแพร่หลาย

หากสามารถเข้าใจวิธีการตัดสินใจของเอไอได้ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและช่วยให้มนุษย์กำกับดูแลเอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น การที่องค์กรต่าง ๆ พัฒนาแนวทางการใช้เอไออย่างมีจริยธรรม และเสริมความเชื่อมั่นว่าจะมีการกำกับดูแลที่ดี จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะองค์กรตระหนักดีว่าหากผลจากการใช้เอไอออกมาคลาดเคลื่อน จะส่งผลกระทบต่อไปยังส่วนอื่น ๆ

สำหรับองค์กรที่นำเอไอมาใช้แล้วหรือมีแผนจะนำมาใช้ พบว่า 60% มีความกังวลเรื่องการใช้เอไอในการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับข้องกับลูกค้า เช่น องค์กรจะดูแล้งน้ำใจหรือไม่ หรือยิ่งทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในองค์กรน้อยลงก็เป็นได้

ผลการศึกษาอื่น ๆ ที่ได้จากการสำรวจนี้ ได้แก่

  • โดยรวมแล้ว 72% ขององค์กรทั่วโลกมีการใช้เอไอในส่วนงานขององค์กร อย่างน้อยก็หนึ่งธุรกิจ
  • ประมาณ 44% หรือเกือบครึ่งขององค์กรที่นำเอไอมาใช้ ระบุว่าการใช้งานได้ผลสำเร็จจริง โดยเอไอได้เข้ามาช่วยให้การประมาณการและตัดสินใจถูกต้องแม่นยำขึ้น  ทำให้ได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ เพิ่มผลิตภาพการทำงานของทั่วทั้งองค์กร
  • 46% หรือเกือบครึ่งขององค์กรที่นำเอไอมาใช้ เผยว่าได้ใช้เอไอครอบคลุมทั้งระบบงาน ไม่ว่าจะหนึ่งระบบ (use case) หรือมากกว่านั้น
  • ผู้ตอบแบบสำรวจที่ไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูง (C-suite) มักจะมองผลกระทบของเอไอในเชิงบวก โดยมากกว่าครึ่งคือ 55% ของผู้บริหารระดับทั่วไป เห็นว่าการนำเอไอมาใช้งานนั้น “ประสบผลสำเร็จ” หรือ “ประสบผลสำเร็จอย่างสูง” ในขณะที่ผู้บริหารระดับสูงมีเพียง 38% ที่เห็นผลเชิงบวก
  • องค์กรหลายแห่งเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่พนักงานด้านการยกระดับการทำงาน โดย 62% เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าเอไอให้ประโยชน์มาก เพราะทำให้พนักงานหันมาเน้นด้านกลยุทธ์ มากกว่างานด้านปฏิบัติการ
  • อย่างไรก็ตาม มีองค์กร 20% ที่ระบุว่า “มีแรงต้านจากพนักงานเนื่องจากความกังวลเรื่องเสถียรภาพในหน้าที่การงาน” จึงเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของการนำเอไอมาใช้งาน ส่วนอีก 57% เห็นด้วยกับข้อความที่ว่า เราเป็นห่วงเรื่องผลกระทบของเอไอต่อประเด็นด้านพนักงานสัมพันธ์ เช่น พนักงานอาจรู้สึกเหมือนโดนคุกคาม หรือต้องทำงานมากเกินกำลัง

ยิ่งกระแสการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งมีความท้าทายหรือมีปัญหาที่ต้องแก้

ด้าน รอส แกกนอน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแห่ง Forbes Insights กล่าวว่า แต่คุณประโยชน์และโอกาสต่าง ๆ ที่จะได้จากเอไอนั้น มีมากมายอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ไปจนถึงการเพิ่มผลิตภาพ และรายได้ สิ่งที่ผู้บริหารควรถามตัวเอง ไม่ใช่ว่าควรใช้เอไอหรือไม่ แต่ควรถามตัวเองว่าจะนำมาใช้เร็วที่สุดได้เมื่อไรต่างหาก

ส่วนขยาย

* บทความเรื่องนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการวิเคราะห์ในมุมมองที่น่าสนใจ 
** เขียน: ชลัมพ์ ศุภวาที (บรรณาธิการ และผู้สื่อข่าว)
*** ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก www.pexels.com

สามารถกดติดตามข่าวสารและบทความทางด้านเทคโนโลยีของเราได้ที่

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

− six = one