เชื่อหรือไม่? ลดอุบัติเหตุด้วยนวัตกรรมปัญญประดิษฐ์ “AI for Road Safety”

0
140
AI

GC จับมือ FRONTIS และ Microsoft เปิดตัวโครงการ “AI for Road Safety” ลดอุบัติเหตุเชิงรุก ด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

ลดอุบัติเหตุ ด้วยนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

เรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยอุบัติเหตส่วนมากมักเกิดจากพฤติกรรมที่เหมาะสมของตัวผู้ขับขี่ยานพาหนะ ที่ขาดจิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อทั้งตนเอง และผู้อื่น โดยสาหตุหลักๆที่มักจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ 3 อันดับแรก ได้แก่ เมาสุรา, เสพสารเสพติด และใช้โทรศัพท์มือถือ

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามที่จะจัดทำโครงการรณรงค์ กันอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนของอุตบัติเหตุก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อลดปริมาณการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จึงมีเริ่มมีแนวคิดที่จะนำเอาเทคโนโลยีมาให้ในตัวยานพาหนะมากขึ้น เราเริ่มห็นรถที่มีีระบบในการเบรกอัตโนมัติเมื่อยานพาหนะอยู่ระยะกระชันชิด

หรือรถที่มีระบบในรักษาเลนที่ยานพาหนะวิ่งอยู่ กันมากขึ้น แต่นั่นอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่จะลดปริมมาณอุบัติเหตุให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นปัจจุบันเริ่มมีการเริ่มมีแนวคิดที่จะนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) มาใช้กับยานพาหนะ เพื่อสร้างกระบวนการในการเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

ทั้งในส่วนของการพัฒนาสร้างระบบ รถยนต์อัจริยะ ที่สามารถขับเคลื่อนได้เองโดยที่ไม่ได้ใช้ผู้ขับ ซึ่งแม้ว่าจะยังคงมีข้อถกเถียงกันมากในเรื่องของจริยธรรม และความเชื่อมั่นว่าสมองกลที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์นั้นจะตัดสินใจเช่นไร ในกรณีที่จะต้องเรียกรักษาชีวิตของผู้โดยสารภายในยานพาหนะ 

และชีวิตที่อยู่นอกยานพาหนะ หากยานพาหนะอัจริยะเลือกที่รักษาชีวิตผู้โดยสารแต่ไปชนกับคนเดินเท้า อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาในแง่ของเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ในยานพาหนะหลายแง่มุม ก็นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง

และนับเป็นข่าวดีที่ล่าสุดเมื่อทาง พีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) ร่วมกับฟรอนทิส และไมโครซอฟท์ เปิดตัวโครงการ “AI for Road Safety” นำนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาวิเคราะห์ภาพวิดีโอ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อป้องกันผู้ขับรถหลับในและตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถของคนขับ

เพื่อสร้างรูปแบบการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเชิงรุก และส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทาง และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งภายในองค์กร สู่เป้าหมายการลดสถิติอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทย ผ่านทางการวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมในการเดินทางแต่ละวันอย่างชาญฉลาด พร้อมด้วยข้อมูลเชิงเวลา และสถานที่

AI
สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลในปี 2560 พบว่า ประเทศไทย มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก และจังหวัดระยองถูกจัดให้เป็น 1 ใน 5 จังหวัด

ที่มีอุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นมากที่สุดในประเทศไทย โดย 60% ของอุบัติเหตุจากการขนส่งสาธารณะ มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการขับเร็วเกินกำหนดและการง่วงนอนของผู้ขับรถซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ GC ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม และเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดี

ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและเห็นควรนำนวัตกรรม เอไอ มาปรับใช้ จึงร่วมมือกับฟรอนทิส ที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์และการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กร และไมโครซอฟท์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก พัฒนาระบบเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนภายใต้โครงการ “AI for Road Safety”

อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญที่นำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงส่งผลกระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ GC มีบุคลากรหรือพนักงานที่จะต้องเดินทางในเขตพื้นที่ระยองและไป-กลับกรุงเทพฯ และระยอง เป็นประจำ

AI

เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงานจึงเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพอัจฉริยะ (Video Analytics) ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data Analytics) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) จะช่วยป้องกันและตรวจสอบการขับรถของคนขับ

เพิ่มความปลอดภัย และลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ซึ่ง GC นับเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่มีการนำ Video Analytics และ เอไอ มาประยุกต์ใช้ ร่วมกับ Big Data Analytics สำหรับการบริหารจัดการระบบขนส่งเพื่อการบริการ และอำนวยความสะดวกภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น

ติดตาม แสดงผล แจ้งเตือน รายงาน = ความปลอดภัยทางถนน

AI
ปริญญ์ บุญดีสกุลโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรอนทิส จำกัด

ด้าน ปริญญ์ บุญดีสกุลโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรอนทิส จำกัด กล่าวว่า นวัตกรรม เอไอ มีศักยภาพในการแก้ปัญหาสังคม และตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้หลายรูปแบบ โดย เอไอ สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ขับรถเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแบ่งระบบการทำงานเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่

  1. ติดตามพฤติกรรมการขับรถ เพื่อตรวจจับความง่วง การเสียสมาธิ ความเร็ว และตำแหน่งของรถ 
  2. รับส่งข้อมูล และแสดงผล โดยโปรแกรมจะรับส่งข้อมูลผ่านคลาวด์ (Cloud) จากนั้นวิเคราะห์และประมวลผลด้วย เอไอ
  3. ส่งสัญญาณแจ้งเตือนผู้ขับ และผู้จัดการระบบขนส่ง เมื่อตรวจพบค่าความเสี่ยงถึงระดับที่ต้องแจ้งเตือน ระบบจะส่งสัญญาณเสียงให้ผู้ขับและผู้จัดการรับทราบ เพื่อแจ้งเตือนก่อนอุบัติเหตุจะเกิดขึ้น 
  4. แสดงผลรายงานด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ขับ หาสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และเส้นทางการเดินทางของรถ โดยแสดงผลผ่าน Fleet Management Dashboard ไปยังผู้จัดการระบบขนส่ง

ทั้งนี้เทคโนโลยีที่ครบวงจรจะช่วยยกระดับการทำงานของผู้จัดการระบบขนส่งด้วยข้อมูลอัจฉริยะได้หลายแง่มุม ได้แก่ การบริหารจัดการการทำงานรายวัน การเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว การป้องกันอุบัติเหตุในเชิงรุก และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถสร้างความยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

AI

การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ GC ตั้งแต่การออกแบบโดยใช้หลัก Design Thinking ศึกษาพฤติกรรมการขับรถและการบริหารของผู้จัดการระบบขนส่ง โดยนำเทคโนโลยี เอไอ และ บิ๊ก เดต้า มาใช้ออกแบบโซลูชั่นที่แก้ไขปัญหาเรื่องพฤติกรรมขับเร็วเกินกำหนด และการง่วงนอนของผู้ขับรถ

และวางแผนการจัดการให้กับผู้จัดการระบบขนส่ง ซึ่งเป็นการทำงานในลักษณะของ Agile เพื่อให้มีความสอดคล้องและมีประสิทธิภาพ โดยใช้ Platform ของไมโครซอฟท์ ผู้นำด้านเทคโนโลยีพัฒนาระบบ ทั้งนี้ก่อนที่จะนำมาใช้จริง ฟรอนทิสได้ทำการทดลองระบบเพื่อความถูกต้อง และแม่นยำ

ตอนนี้ระบบพร้อมใช้งานแล้ว หวังว่าด้วยโซลูชั่นนี้จะช่วยให้ผู้ขับรถและผู้จัดการระบบขนส่งทำงานสะดวกขึ้น และจำนวนอุบัติเหตุลดลงในอนาคตอันใกล้นี้

AI
ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ระบบบริหารจัดการยานพาหนะและติดตามผู้ขับขี่ของโครงการ “AI for Road Safety” นี้ พัฒนาต่อยอดขึ้นจากกลุ่มบริการ Cognitive Services บนแพลตฟอร์มคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ (Cloud Microsoft Azure) 

ซึ่งนำเทคโนโลยี เอไอ และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์โลกรอบตัวเรา ก่อนจะนำผลที่ได้มาใช้ตอบโจทย์ทางธุรกิจต่อไป โดยระบบจะมีรากฐานอยู่บน Face API (Application Programming Interface) 

และเป็นหนึ่งในบริการกลุ่ม Cognitive Services ที่สามารถตรวจจับ จดจำ ระบุตัวตน หรือแม้แต่คาดคะเนอารมณ์ความรู้สึกจากใบหน้าได้ ซึ่งกลุ่มบริการ Azure Cognitive Services มี API ที่ครอบคลุมฟังก์ชันการรับรู้ในด้านต่างๆ มากถึง 39 API 

ซึ่งในจำนวนนี้ รวมถึง 8 API ที่อยู่ในช่วงการทดลองใช้งาน และอีก 12 API ที่เปิดให้ทดสอบก่อนในระหว่างการพัฒนา เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำศักยภาพอันชาญฉลาดของ AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ นับตั้งแต่ฟังก์ชันการรับรู้และวิเคราะห์ข้อมูลใบหน้าที่ระบบนี้นำมาใช้งาน

ไปจนถึงการควบคุมดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนเว็บไซต์แบบอัตโนมัติ การทำความเข้าใจภาษาพูด และภาษาเขียนแบบธรรมชาติ หรือการวิเคราะห์เนื้อหาภาพถ่าย และวิดีโอ

AI

เรามีความยินดีที่ได้เห็นแพลตฟอร์มคลาวด์ อาซัวร์ มีบทบาทขับเคลื่อนนวัตกรรมภายใต้โครงการ “AI for Road Safety” ในประเทศไทย และในอีกหลายประเทศทั่วโลก” นายธนวัฒน์ กล่าว“ระบบ Face API ในกลุ่มบริการ Azure Cognitive Services ช่วยให้โซลูชั่นนี้สามารถอ่านและวิเคราะห์ภาพใบหน้าได้อย่างแม่นยำ

ในแบบเรียลไทม์แม้จะจับภาพจากอุปกรณ์เคลื่อนที่ ทั้งยังรองรับการขยายระบบให้ครอบคลุมจำนวนรถและคนขับที่มากขึ้นได้อีกด้วย นอกจากนี้ ความยืดหยุ่นของ Face API และอาซัวร์ยังช่วยให้ GC และฟรอนทิส สามารถออกแบบ

และปรับการทำงานของระบบให้ตรงกับการใช้งานในสถานการณ์จริงได้อย่างลงตัว ส่วนมาตรฐานชั้นนำด้านความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ยังช่วยปกป้องข้อมูลภาพใบหน้าของผู้ขับขี่ไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดอีกด้วย

ส่วนขยาย

* บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อวิเคราะห์ในแง่มุมที่น่าสนใจ ไม่มีวัตถุประสงค์มุ่งเพื่อโจมตีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง 
** Compose : ชลัมพ์ ศุภวาที (Editors and Digital Content)
*** ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก www.pexels.com

สามารถกดติดตาม ข่าวสาร และบทความทางด้านเทคโนโลยี ของเราได้ที่

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

ninety four ÷ ninety four =